การกำลังสำรอง

ความสำคัญของกำลังสำรอง

ประเทศไทยปัจจุบันมีการสร้างพลังอำนาจทางทหารเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ  คือ  มีการจัดกำลังกองทัพประจำการไว้ส่วนหนึ่งในอัตราที่พอเพียงแก่การป้องกันประเทศฐานะเศรษฐกิจของประเทศและเตรียมกำลังสำรองไว้อีกส่วนหนึ่ง  เพื่อพร้อมที่จะใช้ทดแทนกำลังที่สูญเสียเพิ่มเติม  และขยายกำลังกองทัพประจำการได้ทันทีเมื่อจำเป็น  ซึ่งการจัดกำลังกองทัพแบบนี้ยึดถือหลักประหยัดเป็นปัจจัยสำคัญ  เพราะการที่จะจัดกำลังสำรองกองทัพให้พร้อมเช่นเดียวกันยามสงครามไว้ตั้งแต่ยามปกตินั้นเป็นการสิ้นเปลืองเกินความจำเป็น

ที่มาของกำลังสำรอง

กำลังสำรอง  หมายถึง  กำลังที่มิใช่กำลังประจำการเตรียมไว้สำหรับใช้ในยามสงครามยามประการกฎอัยการศึก  ยามประกาศภาวะฉุกเฉินหรือในยามปฏิบัติการใช้กำลังทหารขนาดใหญ่  เพื่อปกป้องคุ้มครองรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติเพื่อปราบปรามคอมมิวนิสต์หรือเพื่อรักษาความสงบเรีบยร้อยและความมั่นคงภายในประเทศ  ซึ่งประกอบด้วยกำลังต่าง ๆ  ดังนี้

กำลังพลสำรอง  ได้แก่

  • นายทหารสัญญาบัตรกองหนุน
  • นายทหารสัญญาบัตรนอกราชการ
  • นายทหารสัญญาบัตรนอกกอง
  • นายทหารประทวนกองหนุนและพลทหารกองหนุนประเภทที่ 1
  • ทหารกองหนุนประเภทที่  2
  • ทหารกองเกิน

กำลังกึ่งทหาร  ได้แก่  ในส่วนที่บรรจุเข้าไปในหน่วยที่มีอัตราการจัดและการประกอบอาวุธในลักษณะคล้ายคลึงกับหน่วยกำลังประจำการ  มีขีดความสามารถเข้ากับการรบได้ในระดับหนึ่ง  เช่น  หน่วยอาสาสมัครทหารพราน  หน่วยกองร้อยอาสาสมัครรักษาดินแดน

กลุ่มพลังมวลชนที่ได้มีการจัดตั้งแล้ว  โยมีกฎหมายรองรับ  เช่น  กลุ่มไทยอาสาป้องกันชาติ  กลุ่มกองหนุนเพื่อความมั่นคงของชาติ  กลุ่มอาสาพัฒนาเพื่อป้องกันตนเอง

กลุ่มพลังมวลชนอื่น ๆ  ที่มีการจัดตั้ง  แต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ  เช่น  กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน  กลุ่มสตรีอาสาสมัครรักษาดินแดน

กำลังพลสำรองเป็นกำลังพลที่กองทัพบก  กองทัพเรือ  กองทัพอากาศ  เตรียมไว้ใช้ในยามศึกสงครามทีประเทศชาติคับขัน  การที่จะให้ได้มาซึ่งกำลังพลสำรองเหล่านี้จะต้องอาศัยพระราชบัญญัติรับราชการทหาร  พ.ศ.  2497  และระบบการจัดการต่าง ๆ  ดังนี้

ส.ต.  กองประจำการและพลทหารกองหนุน  กำลังพลสำรองประเภทนี้ได้มาจากหน่วยทหารต่าง ๆ  ทั้งสามเหล่าทัพที่รับทหารกองประจำการเข้ามาบรรจุในหน่วย  เมื่อรับราชการครบตามกำหนดแล้วปลดเป็นกองหนุนมีฐานะเป็นทหารกองหนุนประเภทที่  1

ทหารกองเกินและทหารกองหนุนประเภทที่  2  กำลังพลสำรองจำพวกทหารกองเกินเป็นกำลังพลสำรองที่ได้มาตามกฎหมายรับราชการโยตรง  ได้แก่  ผู้ที่มีอายุตั้งแต่  18  ปี  ถึง  29  ปี

ทหารกองหนุนประเภทที่  2  ที่มาจากทหารกองประจำการ  ซึ่งต้องโทษจำขังหรือต้องโทษต้องโทษจำคุกรวมกัน  1  ปีขึ้นไป  หรือกระทำให้เสื่อมเสียแก่ราชการทหาร  จะถูกปลดเป็นกองหนุนประเภทที่  2

ทหารกองเกิน  ซึ่งไม่ถูกเข้ารับราชการในกองประจำการจะถูกปลดเป็นกองหนุนประเภทที่  2 นายทหารสัญญาบัตร  นายทหารประทวน  และพลทหาร  (อาสาสมัคร)

กองหนุนที่ปลดประจำการ  กำลังพลสำรองประเภทนี้  เป็นกำลังพลสำรองประเภทผลพลอยได้  มิได้ถือเป็นกำลังพลสำรองหลักที่ผลิตขึ้นโดยเฉพาะ  การจะนำกำลังพลประเภทนี้มาใช้ต้องพิจารณาคัดเลือกด้วยเฉพาะบางคนลาออกจากราชการด้วยใจสมัคร  บางคนทางราชการให้ออกเพราะมีความผิดหรือมีสภาพร่างกายผิดปกติ  หรือเป็นโรคภัยไม่เหมาะกับการรับราชการทหารและอยู่ในชั้นกองหนุนของนายทหารประทวนกองหนุน  พลทหาร  (อาสาสมัคร)  กองหนุนกับนายทหารสัญญาบัตรกองหนุนไม่เหมือนกัน  ซึ่งอาจแยกได้ดังนี้

  • นายทหารสัญญาบัตรกองหนุน
  • นายทหารประทวนกองหนุนและพลทหารกองหนุน

นศท.  การผลิต  นศท.นี้มีความมุ่งหมายที่จะเป็นกำลังพลสำรองหลักชั้นผู้บังคับบัญชา  ซึ่งได้ตราเป็นกฎหมายซึ่งเรียกว่า  “พระราชบัญญัติส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร  พ.ศ. 2503”  โดยมี  รร.รด.ศสร.,  ศฝ.นศท.มทบ.,  นฝ.นศท.จทบ.  เป็นเจ้าหน้าที่ดำเนินงานและรับผิดชอบการฝึกอยู่ในขณะนี้

การฝึกวิชาทหารของ  นศท.

ความมุ่งหมาย  ในการฝึกสอนวอชาทหารแก่นักศึกษา  ก็เพื่อให้  นศท.แต่ละนายมีคุณลักษณ

  • มีลักษณะความเป็นผู้นำ
  • มีความเชื่อมั่นในตนเอง
  • เป็นผู้มีวินัย
  • ดำรงตนเป็นพลเมืองดี  มีความสำนึกที่จะอุทิศตนเพื่อประโยชน์และความมั่นคงของชาติ
  • เป็นกำลังสำรองในระดับผู้นำหมู่  หรือผู้บังคับหมวดที่มีประสิทธิภาพ

การปฏิบัติระหว่างรับการฝึกวิชาทหารของ  นศท.  จะต้องปฏิบัติดังนี้

  • เครื่องแบบ  นศท.จะต้องตัดเย็บให้ถูกต้องตามระเบียบที่กำหนดไว้ทุกชิ้นส่วน
  • เมื่อแต่งเครื่องแบบ  นศท.ต้องแต่งกายให้ถูกต้อง  เรียบร้อย  ตลอดระยะเวลา  นับตั้งแต่ออกจากบ้านถึงสถานฝึกสอนวิชาการทหารทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับ
  • นักศึกษาชายผมจะต้องตัดสั้นตามที่หน่วยบัญชาการกำลังสำรองกำหนดตลอดระยะเวลาที่เป็น  นศท.
  • รักษาวินัย  และประพฤติปฏิบัติตนตามระเบียบโดยเคร่งครัด
  • เข้ารับการฝึกสอนวิชาทหารตามวันเวลาที่กำหนด  หากไม่สามารถเข้ารับการฝึกสอนวิชาทหารได้ด้วยเหตุใดก็ตามให้ทำรายงานเป็นลายลักษณ์อักษรยื่นต่อผู้กำกับ  นศท.ของสถานศึกษาของตนก่อนถึงวันเข้ารับการฝึกสอนไม่น้อยกว่า  1  วัน  หากไม่สามารถกระทำได้ให้ทำรายงานหลังการฝึกสอนก็ได้ไม่เกิน  1  วัน
  • เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการย้ายภูมิลำเนา  การเปลี่ยนชื่อตัว  ชื่อสกุล  และกาพ้นการสถานศึกษาวิชาทหารไม่ว่ากรณีใด  ให้แจ้งและส่งหลักฐานการเปลี่ยนแปลงตามกรณีให้ผู้กำกับ  นศท.สถานศึกษาของตนทราบเพื่อทำการแจ้งให้หน่วยบัญชาการกำลังสำรองทราบ
  • เมื่อสถานศึกษาวิชาทหารแจ้งหรือประกาศ  นศท.ไปติดต่อหรือนำหลักฐานให้กับผู้กำกับ  นศท.ด้วยประการใดก็ตามให้  นศท.ปฏิบัติตามภายในเวลาที่สถานศึกษากำหนดมิฉะนั้น  นศท.อาจเสียสิทธิของตนในบางประการก็ได้
  • เมื่อสำเร็จการฝึกวิชาทหารชั้นปีที่  1  หรือ  2  แล้ว  ไม่ประสงค์จะรับการฝึกวิชาทหารต่อในชั้นสูงต่อไปอีก  ด้วยเหตุผลใดก็ตาม  ให้ดำเนินการขอหลักฐานหนังสือสำคัญประจำตัวแสดงวิทยฐานะสอบได้วิชาทหารทันที

สิทธิของ  นศท.  นศท.ที่อยู่ในระหว่างเข้ารับการฝึกวิชาทหารหรือเมื่อสำเร็จการฝึกวิชาทหารในชั้นต่าง ๆ  ไปแล้ว  จะมีสิทธิอันเป็นประโยชน์แก่ตน  ดังต่อไปนี้

  • การยกเว้นไม่เรียกเข้ากองประจำการในยามปกติ  นศท.ที่อยู่ในระหว่างรับการฝึกวิชาทหาร  มีสิทธิได้รับการยกเว้นตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร  และการที่จะได้รับสิทธิยกเว้น ฯ นั้น  ผู้มีสิทธิจะต้องปฏิบัติดังนี้
  • ผู้มีอายุครบ  20  ปี  ใน พ.ศ. ใดให้นำสำเนาใบสำคัญ  (แบบ สด.9)  และใบแจ้งย้ายภูมิลำเนาทหารแบบ  สด. 10  ถ้ามี  พร้อมกับเขียนชื่อสถานศึกษาวิชาทหาร  ชั้น/พ.ศ.  ที่รับการฝึกวิชาทหาร  เลขทะเบียน  นศท.  และที่อยู่ในปัจจุบัน  ไว้หลังสำเนาแบบ  สด.9  ไปมอบให้ผู้กำกับ  ภายในเดือน  สิงหาคมของปีนั้น  หรือตามกำหนดที่ทางสถานศึกษาวิชาทหารกำหนดให้ส่ง  เพื่อขอยกเว้น ฯ ให้
  • ประมาณเดือนธันวาของทุกปีที่ยกเว้น ฯ ให้ติดต่อกับผู้กำกับ  นศท.ของสถานศึกษาวิชาทหารของตน  ขอทราบผลการยกเว้น
  • นักศึกษาวิชาทหารที่ขอยกเว้นฯ ไว้แล้วปีต่อมายังอยู่ในระหว่างรับการฝึกวิชาทหารหรือขอรับสิทธิวิชาเดิม  ก็ไม่ต้องทำการยกเว้นฯ  อีก  เว้นนักศึกษาวิชาทหารที่ลาออกและย้ายไปเข้ารับการฝึกวิชาทหารต่อสถานศึกษาแห่งอื่น  ที่ต้องทำการขอยกเว้นฯ  ให้ใหม่ในสถานศึกษาแห่งใหม่
  • นักศึกษาวิชาทหารที่พ้นสภาพการเป็นนักศึกษาวิชาทหารตามระเบียบ  รด.  ว่าด้วยการฝึกวิชาทหาร  จะด้วยเหตุใดก็ตาม  ถือว่าเป็นผู้หมดสิทธิได้รับการยกเว้นฯ  นศท.ผู้นั้นจะต้องรายงานต้วให้ผู้กำกับ  นศท.สถานศึกษาวิชาทหารของตนได้ทราบเพื่อจำหน่ายและขอถอนการยกเว้นฯ  และจะต้องไปติดต่อเจ้าหน้าที่อำเภอภูมิลำเนาทหาร  ภายใน  30  วัน  นับตั้งแต่วันหมดสภาพ  นศท.  เพื่อแจ้งเหตุที่ตนหมดสภาพการเป็น  นศท.  และหมดสิทธิการได้รับการยดเว้นฯ  เพื่อขอรับหมายเรียกเข้ารับการตรวจเลือก  ตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร  หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดต้องโทษจำคุกไม่เกิน  1  เดือน  หรือปรับไม่เกิน  200  บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • สิทธิได้คะแนนเพิ่มเติมเมื่อสอบสอบเข้าโรงเรียนทหาร  นศท.ที่ไปสมัครสอบเข้าโรงเรียนทหาร  ถ้านำหลักฐานการสอบได้วิชาทหารชั้นใดชั้นหนึ่งไปแสดงจะได้คะแนนเพิ่มร้อยละตามรัเบียบที่กำหนดให้ดังนี้
    • ผู้สำเร็จการฝึกวิชาทหารชั้นปีที่  1  เพิ่มให้ร้อยละ  3
    • ผู้สำเร็จการฝึกวิชาทหารชั้นปีที่  2  เพิ่มให้ร้อยละ  4
    • ผู้สำเร็จการฝึกวิชาทหารชั้นปีที่  3  เพิ่มให้ร้อยละ  5
  • หลักฐาน ที่จะนำไปแสดงขอคะแนนเพิ่ม  ได้แก่
    • ใบรับรองการฝึกวิชาทหาร  นศท.ไปติดต่อขอได้จากหน่วยที่  นศท.เข้ารับการฝึกวิชาทหาร
    • หนังสือสำคัญประจำตัวแสดงวิทยฐานะสอบได้วิชาทหาร  ถ้า  นศท.ผู้ใดมีอยู่แล้วก็ใช้ถ่ายเอกสารสำเนานำไปแสดงแทนใบรับรองการฝึกวิชาทหาร
  • การขอหลักฐาน  ทำการติดต่อขอใบรับรองการฝึกจากแผนการฝึกกำลังสำรองมณฑลทหารบกเสียก่อน
  • สิทธิลดหย่อนวันรับราชการในกองประจำการ  นศท.ที่สำเร็จการฝึกวิชาทหารชั้นปีที่ 1 ได้รับสิทธิลดหย่อนวันรับราชการทหารกองประจำการตาม พ.ร.บ.  จาก 2 ปี เหลือ 1 ปี 6 เดือน  แต่ถ้าร้องขอเข้ากองประจำจะรับราชการเพียง 1 ปี
  • หลักฐานการขอรับสิทธิ  คือหนังสือสำคัญประจำตัวแสดงวิทยฐานะสอบได้วิชาทหารที่หน่วยบัญชาการกำลังสำรองออกให้

สิทธิการขอแต่งตั้งยศทหาร

นศท.ซึ่งสำเร็จการฝึกวิชาทหารชั้นปีที่  1  เมื่อเข้ารับราชการทหารกองประจำการครบกำหนดและปลดเป็นทหารกองหนุนแล้ว  จะมีสิทธิได้รับการแต่งตั้งยศตามระเบียบกองทัพบกที่กำหนดไว้  ดังนี้

  • ผู้สำเร็จการฝึกวิชาทหารชั้นปีที่  1  และสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือ    สำเร็จการศึกษาทางด้านวิชาชีพ  ซึ่งมีหลักฐานกำหนดเวลาศึกษาไม่น้อยกว่าสองปีต่อจาก  มัธยมศึกษาตอนต้น  หรือหลักสูตรการศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการรับรองวิทยฐานะเทียบเท่า  เมื่อได้รับราชการในกองประจำการครบกำหนดและปลดเป็นทหารกองหนุนตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหารแล้วให้ขอแต่งตั้งยศเป็นสิบตรีได้
  • ผู้สำเร็จการศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่  1  และสำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาตรี  อนุปริญญา  หรือประกาศนียบัตรทางด้านวิชาชีพ  ซึ่งเทียบได้ไม่ต่ำกว่าอนุปริญญา  เมื่อได้รับราชการในกองประจำการครบกำหนดและปลดเป็นทหารกองหนุนตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหารแล้ว  ขอแต่งตั้งยศเป็นสิบโทได้  นศท.ผู้มีสิทธิดำเนินการขอรับสิทธิดังนี้
  • ไปติดต่อเจ้าหน้าที่ของหน่วยให้หน่วยทำการขอแต่งตั้งยศให้ดังต่อไปนี้
    • แผนการฝึกกำลังสำรองมณฑลทหารบกหรือหรือจังหวัดทหารบก  เฉพาะ  นศท.ที่รับการฝึกและสอบได้แผนการฝึกนั้น ๆ  เท่านั้น
    • หน่วยบัญชาการทหากำลังสำรอง  นศท.  ที่รับการฝึกและสอบได้วิชาทหารจากสถานศึกษาวิชาทหารทุกแห่ง
    • หลักฐานที่นักศึกษาวิชาทหารจะต้องนำติดตัวไปแสดงด้วยคือ
    • สมุดประจำตัวทหารกองหนุน
    • หนังสือสำคัญประจำตัวแสดงวิทยฐานะที่สอบได้วิชาทหาร
    • วุฒิการศึกษา  เช่น  ใบสุทธิ  ประกาศนียบัตร  ฯลฯ  อย่างใดอย่างหนึ่ง
    • สำเนาทะเบียนบ้าน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: